สำนัก อ.วีรเทพ ญาณครูประสิทธิ์ - กุมารทอง

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
สนใจบูชา/สอบถามข้อมูลวัตถุมงคล ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์วัตถุมงคล Line ไอดี: veeratep.amulet โทร: 09-2424-9900
เข้าชม: 3403|ตอบกลับ: 10

การฝึกกสิน 10 ของพระราชพรหมยาน( พระมหาวีระ ถาวโร ) [คัดลอกลิงค์นี้เพื่อนำไปแบ่งปัน]

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:29:43 |แสดงทั้งหมด
การฝึกกสิน 10 ของพระราชพรหมยาน ( พระมหาวีระ  ถาวโร )  วัดจันทาราม ( ท่าซุง ) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
            ข้อความต่อไปนี้ถอดจากเทปเสียงเทศน์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หากท่าใดสงสัยสามารถขอเทปเสียงไปฟังเองได้
กสินในวิสุธิมรรคให้ความหมายว่า “สดึงหรือเครื่องหมายหรือนิมิต” ( ในการใช่จิตจับ )
กสินทั้งหมดนั้นตั้งขึ้นเพื่อต้องการให้จิตจับภาพ
ซึ่งกสินอาสัยรูปเป็นสำคัญจึงจัดได้ว่าเป็นกรรมฐานหยาบ ทำให้จิตตั้งในสมาธิได้ง่ายกว่ากรรมฐานอย่างอื่น
            การทำกสินนั้นจะให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องทำตามจริตของตนเอง
            จริตมี  6  อย่าง  
จริตทั้ง  6  นั้นทุกคนมีด้วยกันหมดทั้งสิ้น  แต่จะมีอยู่ 1 อย่าง ที่หนักกว่าอย่างอื่นก็ให้สังเกตุดูว่าเราหนักไปทางจริตอะไร
           จริต  6 คือ
1.        ราคะจริต  หมายถึง  มีความรักสวยรักงามชอบกลิ่นหอมเสียงเพราะ  แม้ว่าบุคคลที่ไม่มีความต้องการทางเกามารมณ์แล้วก็ตาม หากมีความรักสวยรักงามอยู่ ก็จัดว่ามีราคะจริต
2.        โทสจริต  หมายถึง   ใจร้อยโกรธง่าย
3.        วิตกจริต  หมายถึง  ตรึก นึก คิด ไม่ตกลง ลังเล
4.        โมหะจริต หมายถึง   มีความหลงเป็นปกติ   
****วิตกจริต กับ โมหะจริต  มีอาการคล้ายคลึงกันหาความแน่นอนไม่ได้****
5.        ศรัทธาจริต หมายถึง  เป็นคนเชื่อง่าย
6.        พุทธจริต  หมายถึง   มีความฉลาด
****ศรัทธาจริต กับ พุทธจริต  ท่านว่าเป็นจริตที่เข้าถึงอริยะบุคคลได้งาย****
กสิน มีทั้งหมด  10  อย่าง หรือ  10  กอง หรือ  กสิน  10  มีดังนี้
1.        ปฐวีกสิน กสินดิน   คือการเพ่งดินเป็นอารมณ์
2.        อาโปกสิน  กสินน้ำ  คือการเพ่งน้ำเป็นอารมณ์
3.        เตโชกสิน   กสินไฟ  คือการเพ่งไฟเป็นอารมณ์
4.        วาโยกสิน  กสินลม  คือการเพ่งลมเป็นอารมณ์
5.        นิลกสิน กสินสีเขียว คือการเพ่งสีเขียวเป็นอารมณ์
6.        ปีตกสิน  กสินสีเหลือง  คือการเพ่งสีเหลืองเป็นอารมณ์
7.        โลหิตกสิน  กสินสีแดง  คือการเพ่งสีแดงเป็นอารมณ์
8.        โอทาตกสิน กสินสีขาว  คือการเพ่งสีขาวเป็นอารมณ์
9.        อาโลตกสิน  กสินแสงสว่าง  คือการเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์
10.        อากาสกสิน  กสินอากาศหรือที่ว่างหรือช่องว่าง  คือการเพ่งอากาศ หรือที่ว่างเป็นอารมณ์
กสินกลางที่ใช่ได้กับทุกจริตมี 6 กองคือ
1.ปฐวีกสิน กสินดิน   2.อาโปกสิน  กสินน้ำ  3.เตโชกสิน   กสินไฟ  4.วาโยกสิน  กสินลม  5.อาโลตกสิน  กสินแสงสว่าง  6.โอทาตกสิน กสินสีขาว  
ส่วนอีก  4  กองเหมาะกับโทสะจริตเท่านั้น  คือ
1. นิลกสิน กสินสีเขียว  2.ปีตกสิน  กสินสีเหลือง   3. โลหิตกสิน  กสินสีแดง  4. โอทาตกสิน กสินสีขาว  
กสินที่ทำให้ได้ทิพจักสุญาณ  มี  3  กอง  คือ
1.เตโชกสิน   กสินไฟ  2. อาโลตกสิน  กสินแสงสว่าง   3. อากาสกสิน  กสินอากาศหรือที่ว่างหรือช่องว่าง
      เมื่อตรวจดูว่าจริตเราหนักไปด้านใหนก็เลือกให้ตรงกับกสินกองนั้นๆ

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:30:29 |แสดงทั้งหมด
การปฏิบัติ
1.        จะขออธิบายแบบละเอียดเฉพาะปฐวีกสินเท่านั้นเพราะถ้าได้กสินดินแล้วอย่างอืนก็ไม่มีความหมายอารมณ์เหมือนกัน
ในการจะทำกสินดินก็ให้ไปเอาดินมาใหหาดินสีอรุณคำว่าสีอรุณนี้เห็นจะได้แก่ดินขุยปูที่ปูขุดขึ้นมาเป็นสีแดง แต่ก็ไม่ถึงกับแดงเอามาทาผ้าเก่าแล้วก็นั้งเพ่ง ทำเป็นวงกลมๆนะ ที่นี้บางองค์เขาขี้เกียจทำแบบนั้นอันนี้ว่ากับตามแบบบางองค์ขี้เกียจ
ไม่เอาไปดายหญ่าเสียให้ดี ถากหญ่าเสียให้เรียบร้อยให้เตียนแล้วเอาดินพวกนั้นมาทาแล้วก็นั้งดูดิน  แล้วการเจริญกสิน
กสินนี้พระพุทธเจ้า ในวิสุธิมรรคนี้ขึ้นกสินก่อนเพื่อน  แทนที่จะขึ้นอนุสติกรรมฐาน  หรือว่าอสุภะกรรมฐานท่านขึ้นต้นด้วยเอานาจของกสิน 10 ก่อนแล้วค่อยไปว่าถึงอนุสติ อสุภะและอย่างอื่นต่อไป ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะกสินนี้เป็นกรรมฐานที่ทำให้จิตเข้าถึงสมาธิได้ง่ายที่สุด  เพราะว่าเราสามารถพิจารณาอารมณ์ของเราว่าทรงอารมณ์สมาธิอยู่ได้นานแค่ใหน   
เขาเรียกว่าเกรรมฐานหยาบ เพราะว่าเป็นกรรมฐานหยาบจริงๆมีภาพหยาบมีอารมณ์หยาบ ถ้าหยาบก็อย่าควรคิดว่าเลวนะ  พวกที่เขาทำฌานสมาบัติได้ฤทธิ์กันอภิณญา 6 ก็ดี วิชา 3 ก็ดีและปฎิสัมภิธาญาณก็ดีเขาอาศัยกสินเป็น   มาตฐาน ถ้าเราไม่ได้กสินเราก็ใช่ของประเภทนั้นไม่ได้ วิชา 3 ก็ไม่ได้ อภิณญา 6 ก็ไม่ได้ นี้ต้องได้กสินก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเจริญพระกรรมฐานถ้าเราใช่กสินก่อน  นี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีประโยนช์มาก สำหรับอารมณ์จิตที่กระสับกระสายเพราะกสินมีนิมิตเป็นเครื่องสังเกตุ  นี้สำหรับกสินแบบงออกเป็น 2 ประเภท ว่า  ปฐวีกสิน  อาโปกสิน  เตโชกสิน   วาโยกสิน  ดิน น้ำลม ไฟ บวก อาโลตกสิน กสินแสงสว่าง  โอทาตกสิน กสินสีขาว  รวมเป็น 6 กองจัดว่าเป็นกสินกลาง เพราะว่าปฎิบัติได้ทุกจริต อย่างนี้ทำได้ไม่ขัดกับจริต เป็นกรรมฐานกลาง  อย่างที่วัดปากน้ำสอนให้เพ่งดวงนั้นเป็นอาโลกสิน  อาโลตกสินก็ทำให้ได้ทิพย์จักขุญาณหรือว่ามโนมยิทธิ  เป็นกสินที่มีคว่ามดีมาก ทว่าทั้ง 6 อย่างนี่เป็นกสินกลางเป็นกรรมฐานกลาง   สำหรับอีก 4 อย่าง  คือ1. นิลกสิน กสินสีเขียว  2.ปีตกสิน  กสินสีเหลือง   3. โลหิตกสิน  กสินสีแดง  4. โอทาตกสิน กสินสีขาว  
อันนี้สำหรับระงับโทสะจริจคู่กับพรหมวิหาร 4 สำหรับคนที่ตั้งอยู่ในโทสะจริตให้เลือกกสิน 4 อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นเครื่องเจริญ  อารมณ์ของโทสะจะเบาบางลงถึงที่สุดที่พูดกันให้ฟังนี้กสินนี้ถ้าเราเรียนอย่างเดียวมันก็หมด 10 อย่างการเจริญพระกรรมฐานที่ขึ้นป็นหมวดนี้ถ้าเราขึ้นหมวดใดหมวดหนึ่งได้แล้วหมวดต่อไปอีกไม่กี่วันก็ได้หมด นี้ถ้าเราขึ้นกสินดินถึงฌาน 4 แล้วอย่างอื่นไม่กี่วันก็ได้หมดเพราะอารมณ์เหมือนกัน ตอนต้นนี้ขอพูดเรื่องปฐวีกสินตามแบบ  คำว่าปฐวีนี้แปลว่าดิน ดินที่ใช่เป็นดินสีแดงหรือดินขุยปู ทาที่ขอบถาดก็ได้กว้างสักคืบครึ่ง  คืบหนึ่งก็ประมาณ 12 นิ้ว อีกครึ่งก็ประมาณ 18 นิ้ว  มันมองไปแล้วก็ไม่เลยขอบของตา เวลาตั้งวงกสินเขาตั้งกันประมาณ ศอกคืบ ห่างออกไป หรือไม่ไกลเกินไปไม่ใกล้เกินไป  นี้เวลาปฎิบัติกสินเขาได้วงกสินแล้วได้นิมิตกสินแล้วสมมุติว่าเขาเอานิมิตกสินดิน  นี้เวลาเขาตั้งวงกสินความจริงเขาไม่ได้ตั้งไว้ข้างที่นอนหรอก เขาไปวางตรงใหนก็ได้เป็นที่สงัด  เมื่อถึงเวลาสงัดเราก็เข้าไปนั้ง  ลืมตามองดูให้ดี  จำภาพกสินให้ชัด  แล้วก็หลับตา  ถ้าเป็นปฐวีกสินเรากาภาวนาว่าปฐวีกสินัง  นะแปลว่าดินเพราะเครื่อวหมายนิมิตนี้คือดิน แต่อย่าไปแปลเข้านะยุ้ง เวลาปฎิบัติจริงอย่าไปแปลมัน จำไว้ว่านี้ดินๆๆๆ   ทีนี้เมื่อจำภาพดินได้แล้วก็หลับตานึกถึงภาพดินแต่ถ้ามีภาพอย่างอืนลอยมาเราอย่าไปจับมันนะทิ้งมันไปเลยอย่าเข้าไปยุ่งและอย่าคิดว่าดี ไอ้เจ้าภาพลอยนี้ม้นเป็นภาพปรับแปลว่ากิเลสกับมาร ตามที่เรียนนักธรรมโทมารมันมี 4 อย่าง   ให้นึกถึงภาพดินอย่างเดียว    ที่นี้ถ้าจิตเราเข้าถึงอุปจารสมาธิ จะมีภาพลอยมาไอ้ตัวนี้ถ้าเราไปยุ่งกับมันเข้าจิตเราก็ทิ้งภาพกสิน  พอทิ้งภาพกสินไปยุ่งกับมันจิตก็เคลื่อนจากสมาธิ ตัวนี้สำคัญมากอย่าไปยุ่งกับมันเด็ดขาด  จงจำไว้อย่างเดี๋ยวว่าเราต้องการอะไรในขณะปฎิบัติพระกรรมฐาน

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:31:09 |แสดงทั้งหมด
นิมิตแบบใหนที่เราตั้งใจว่าเราจะทรงไว้เราจะจำไว้ต้องใช่นิมิตอย่างนั้นอย่างเดียวอย่าไปยุ่งกับนิมิตอื่นนี้ต้องจำให้ขึ้นใจและต้องถือเป็นคำภีร์เลย  นี้ในการจำภาพกสินนะให้ลืมตาดูพอจำภาพได้แล้วหลับตานึกถึงภาพ นี้ในการนึกถึงภาพประเดี๋ยวมันก็หายนะมันไม่ทรงอยู่เพราะว่าจิตของเรามันไม่เป็นสมาธิ  เมือเห็นภาพมันเลือนไปแน่นึกไม่ออกว่ามันภาพอะไร  เราก็ลืมตาขึ้นมามองใหม่  ที่นี้เราใช้ดินใช่สีอะไรอยู่ก็ทาขอบมันให้เป็นสีเดียวกันซะไม่งั้นมันจะเป็นสี 2 อย่างมันจะหลอกกัน  เราก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยคือลืมตามองจนจำได้แล้วเราก็หลับตานึกถึงภาพนั้นอีก ไอ้ตัวหายนี้แหละเป็นตัววัดสมาธิของเรา   นี้กสินดีอย่างนี้สำหรับนักกรรมฐานใหม่ แล้วพวกคุณไม่ต้องกลัวบ้าเดี๋ยวผมจะบอกวิธีบ้าให้ ถ้าหากคุณรู้วิธีบ้าแล้ว คุณไม่บ้าไปตามนั้น แล้วมันก็ไม่บ้า ถ้าไม่รู้วิธีบ้ามันก็บ้าไปจริงๆได้เหมือนกัน  นี้พอลืมตาหลับตาพอจำได้แล้วก็กับมานอน กับมาทีของตัวกลับมานั้งหรือนอนก็ได้ แล้วนึกถึงภาพนั้นตลอดเวลา  อันจะตลอดเวลาจริงๆมันก็ไม่ได้เอาแค่พ่อใจสบาย  พอรู้สึกอารมณ์เหนื่อยก็เลิกนอนพักผ่อนซะ  นี้ว่ากันถึงกลางคือนะกลางวันก็ทำได้  ที่นี้หากว่าเราตื่นขึ้นมาเช้ามืดเราก็ลองนึกถึงภาพนั้นดูจะนั้งก็ได้นอนก็ได้ไม่จำกัด  ถ้าเราคิดว่าถ้าลุกนั้งขึ้นมานี้จิตเราจะคลื่อนเราก็นอนนึกถึงภาพกสินผมไม่ถือว่าเป็นการขี้เกียจเพราะอิริยาบททั้ง 4  ยืน เดิน นั้ง นอน  มันใช้ได้หมด ถ้าภาพกสินมันลืนไปแล้วจริงๆเราก็กลับไปดูภาพใหม่  ทีนี้เราก็ทำอย่างนี้ไปเรื่อย 2 วัน 3 วัน 9 วัน 10 วัน แล้วต่อมาถ้าภาพนั้นปรากฎอยู่ เราก็คิดว่าเราจะทรงภาพนี้สัก  5 นาที 10 นาที 20 นาที อย่าให้เกินไปนะ ถ้าหากว่ามันทรงอยู่ได้ขนาดนั้นแต่ห่กว่ามันยังไม่ถอนจิตยังทรงอยู่ก็ปล่อยมันไป บังเอินมันนานเกินไปจิตเริ่มส่ายทรงไม่ไหวเลิกซะก็ได้พักให้ใจสบาย  พอใจสบายแล้วเราไม่มีกิจทำอะไรเราก็นึกถึงภาพนั้นใหม่ อันนี้ผมหมายความว่าเราไม่ต้องดูภาพแต่เรานึกถึงภาพและจำได้เลยนะ  โดยไม่ต้องเดินไปหาวงกสินอีก   นึกขึ้นมาเมื่อไรเห็นภาพเมื่อนั้น  ถ้าเรานึกภาพได้อย่างนี้ เขาเรียกอุคหนิมิต หรือนิมิตติดตา ผมขอเรียกนิมิตติดใจ
นี้ถ้าไปเทียบกับสมาธิเขาก็เรียก ขณิกสมาธิขั้นสูง สมาธิเล็กน้อยนี้ทางกสินมันทรงอยู่ได้นาน ตรงนี้มันยังจำได้มังไม่ได้มังนะ  แต่ถ้าเราทรงอุคหนิมิตขั้นสูงก็คือ ขณะเราทำกิจธุระอะไรอยู่เราทรงได้ตลอดนึกอยากจะเห็นนิมิตขึ้นมาเห็นทันที  เราดูดินสีอรุณก็ยังเป็นสีอรุณอยู่ทีนี้เราต้องหัดตั้งเวลาด้วยนะ การทรงเวลาระยะต้นนี้ทีแรกเราก็ทรงเวลาไว้น้อยๆ ซัก 5 นาที 10 นาที เมื่อทรงได้เราก็เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ ตามตำราเค้าให้หลับตา แต่ถ้านักปฎิบัติกันจริงๆเขาลืมตาด้วยเมื่อถึงอุคหนิมิตนี้แล้วเราก็อย่าพึ่งคิดว่าดี อุคหนิมิตมันเป็นนิมิตเล็กๆแต่ว่ากสินมันทรงได้ดีอันนี้พวกที่ใช้คาถาอาคมต่างๆเขาเอาแค่เป็นพื้นฐานของกสินถ้าไม่ใช่พื้นฐานของกสินก็เอาดีได้อยาก  ที่นี้ต่อมาเราก็ทรงนิมิตแบบนั้นหละนั้งเห็นนอนเห็นให้ตลอดเวลา

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:31:40 |แสดงทั้งหมด
ให้จิตเราทรงตัวอยู่ ขณะได้ที่เราเห็นอยู่ขณะนั้นเรียกว่านิวรณ์ไม่กวนใจเราในเมือนิวรณ์ไม่กวนใจจิตมันก็เป็นสมาธิ ต่อไปกสินจะเปลี่ยนสีจากดินจะขยับแปลกออกไปอาจจะเป็นสีเหลืองน้อยๆและขาวขึ้นมาหน่อยๆถ้าหากว่าอารมณ์มันเห็นเป็นอย่างนี้ก็อย่าคิดว่ามันไม่ดี อารมณ์มันกำลังดีขึ้นก็ของอันเดียวกันนั้นหละมันเปลี่ยน มันอาจจะเปลี่ยนเป็นสีหลืองก็ได้หรือสีขาวขึ้นมาหน่อยๆ เราก็อย่าไปบังคับใจมัน นี้เราพูดกันเฉพราะนิมิตกสินนะไม่ใช่ภาพอื่นเข้ามาแซกเอาจุดนิมิตจุดเดียว
ภาพอื่นจะเป็นภาพวิมาร ภาพคน ภาพพระ ภาพอะไรก็ตามทิ้งมันไปให้หมด  นี้ถ้าภาพเปลี่ยนสีขึ้นมาน้อยๆก็ช่าง
ถ้ามันเริ่มเปลี่ยนสีมันก็จะเปลี่ยนขึ้นไปเรื่อยๆจากดินสีแดงก็จะกลายเป็นสีขาวนะ พอกลายเป็นสีขาวไปหมดทีนี้เราก็เริ่มจะรู้ว่าจิตเราเข้าถึงอุปจารสมาธิ แต่ยังเล็กอยู่เป็นสีขาวธรรมดานะสีขาวทั้งดวงเลยวงกสินที่เราเห็นแทนที่จะเป็นสีแดงสีอรุณ ที่นี้เราก็เพ่งของเราอยู่อย่างนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่าใช้อารมณ์จิตของเราไปสู่อารมณ์อื่นเด็ดขาด  ต่อมาสีขาวจะกลายสีขึ้นมาที่ละน้อยละน้อย  จะเพิ่มอาการผ่องใสขึ้นแทนทีจะขาวเป็นภาพขาวมันจะกลายเป็นแก้วสีใสขึ้นจะใสขึ้นทีละนิด อาจจะจากขอบลงไปหรือจากข้างในใสขึ้น จนมันใสขึ้นเต็มที่ ตอนนี้เข้าเรียกว่าอุปจารสมาธิระดับกลางแต่ถ้านิมิตตอนนี้เขาเรียกปฎิภาคนิมิต ตั้งแต่สีดินเป็นสีขาวหมดจัดว่าเป็นปฎิภาคนิมิตแต่ต้องสังเกตุสีถ้าสีขาวธรรมดาจัดว่าเป็นปฎิภาคนิมิตเล็ก อุปจารสมาธิต่ำพอกลายเป็นสีใสคล้ายแก้วเหมือนแก้วใสอันนี้จัดว่าเป็นปฎิภาคนิมิตใหญ่จัดว่าเป็นอุปจารสมาธิ คำว่าปฎิภาคนิมิตนี้มันยันถึงฌาน ที่นี้เมื่อจิตทรงปฎิภาคนิมิตเห็นภาพได้ดีมีสีเป็นแก้วหนาทึบแพรวพราวเป็นประกายนะรู้สึกเป็นคล้ายแก้วใสแจ๋วเป็นประกายดี ตรงนี้ถ้าเราจะแยกเข้าไปเล่นวิชา 3 แต่ผมไม่ได้แนะนำคุณนะไม่ได้ยุให้คุณเล่นวิชา 3 ถ้าเราจะแยกไปใช้วิชา 3 เขาแยกกันตรงนี้จับภาพนิมิตให้ทรงอยู่ ทรงอยู่เห็นภาพนิมิตใสแค่ใหน  เราก็ตั้งใจกลับจิตว่าเวลานี้เราต้องการห็นสวรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระจุฬามุณีผมไม่จำกัดที่ให้คุณนะคุณอย่ากจะเห็นอะไรก็ได้แต่ต้องเฉพาะจุด ใช่ว่าฉันขอเห็นสวรรค์จ๊ะ ขอภาพนี้จงหายไปภาพสวรรค์จงปรากฎมันจะพรึบไปหมคสวรรค์มันมีวิมารกี่หลังๆมันก็พรึบไปหมดเราก็ดูไม่รู้เรื่องกันนะต้องหาจุดเฉพาะเอาไว้ว่าเราต้องการเห็นตรงใหนหรือว่าถ้าเรามีบุญบารมีวิมารของเราอยู่ใหนขอภาพกสินจงหานไปภาพวิมารจงปรากฎมันจะปรากฎทันทีแต่ต้องระวังให้ดีเราเห็นภาพกสินชัดแค่ใหนเราก็เห็นวิมารชัดแค่นั้นอันนี้หมายถึงว่าเราต้องการเล่นวิชา 3 เป็นทิพย์จักขุญาณนะถ้าหากคุณจะเล่นทิพญ์จักขุญาณคุณก็ต้องอย่าทิ้งนิมิตเสียฝึกทำนิมิตให้แจ่มใสขึ้นนี้แนะนำไว้เป็นเรื่องคราวๆทีนี้เราพูดเรื่องกสินกันต่อทีนี้เมื่อเราได้ ปฎิภาคนิมิตเป็น อุปจารสมาธิ นะทีนี้เขาวัดกันตรงกสินนะ ทีเรียกว่าอุปจารสมาธิก็เพราะว่าสังเกตุดูใจเราจะชุ่มชื่นมีความเอิบอิ่มมันขยันคุณต้องระวังกันให้ดีนะ อีตรงขยันนี้บ้ากันดีพิลึกหละเพราะอะไรภาพกสินก็แจ่มใสนั้งอยู่ เดินอยู่  นอนอยู่ หรึกินอยู่ก็ตาม เห็นแจ่มใส่จิตใจเอิบอิ่ม นั้งเท่าไรมันก็ไม่อยากกลับ นั้งเท่าไรมันก็ไม่อยากเมื่อย อีตรงนี้ระวังต้องระวังในหลักวิชาทางโลก เขาเรียกว่าสรีระศาสตร์อายุระเวชนั้นก็คือจงคิดว่าร่างกายของเราต้องการพักพ่อนอย่าประมาณมันอันเจ้าความเพลิดเพลินนี้หละคุณมันเป็นกันทุกคนนะแม้แต่ผมเองผมก็เป็น เป็นกันทุกคน เป็นเพราะอะไรเพราะมันเป็นของใหม่ ภาพกสินก็แจ่มใส ตัวปีติก็เกิดขึ้นจนถึงขั้นสุขเนี้ยไอ้ตัวอุปจารสมาธินีมันไปชนถึงสุข พอเข้าถึงสุขของสมาธิแล้วสุขมันไม่มีทุกข์นี้คุณเข้าใจตรงนี้ให้ดี ไอ้ตัวสุขเข้าถึงแล้วมันไม่มีทุกข์พอไม่มีทุกข์มันก็มีแต่สุข คุณนั้งไป 20 ชั่วโมงมันก็มีแต่สุข

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:32:09 |แสดงทั้งหมด
ตัวปวดตัวเมื่อยมันไม่มีจริงๆความจริงสมาธิขั้นนี้เราต้องเวลานะแต่ไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกหรอกกำหนดจิตของเราว่าเราจะนั้ง 1 ชั่วโมง 2 ชัวโมงเอาแค่พอดีๆน่ะ พอถึงกำหนดภาพนิมิตจะหายปั๊บจิตของเราจะตกปุ้บลงทันทีเข้าสมาธิอีกไม่ได้ เราก็ต้องเอาใจร่างกายเหมือนกัน ถ้าเราทรมานแบบนั้นต่อไปประสาทมันจะเสีย พอประสาทเสียแล้วเป็นไงหละ พอนอนไม่ได้นอน พอกินมันก็จะไม่กินนะซิ อาการเสื่อมของประสาทมันก็ปรากฎ อีตอนนี้หละคุณภาพหลอนมาแล้วเริ่มบ้าถ้าไม่บ้าเพราะโรคประสาทก็บ้าเพราะภาพหลอนอันนี้ระวังให้ดีนี้มันเป็นเรื่องจริงๆ นี้ผมแนะวิธีบ้าให้แต่อย่าเอาไปใช้นะแนะวิธีบ้าให้แต่ห้ามเอาไปใช้ให้หลบเซี่ย เอาแค่อารมณ์มันดีและทรงเวลาได้พอสมควรก็พอซะแต่มันไม่อยากเลิกหรอกคุณมันไม่อยากเลิกจริงๆบางทีเผลอปับแป๊ะเดียวเดียวดันไปโผล่ตี 2 นี้อันตี 2 จาก 1 ทุ่มนี้มันเหมือนเรานั้งไม่ถึง 5 นาที ที่นี้เมื่อปฎิภาคคนิมิตขึ้นเป็นประกายเต็มชัดแพรวพราวมันสวยมาก  ก็ดูอารมณ์เข้าถึงปฐมฌานมันใกล้กันนิดเดียวอารมณ์จิตเราจะเข้าปฐมฌาน ปฐมฌานเขาเรียกปฎิภาคคนิมิต ฌานที่ 1ที่ 3 ที่ 4 เขาก็เรียกปฎิภาคคนิมิต อาการตั้งแต่อุปจารสมาธิถึงปฐมฌานมันยังได้ยินเสียงชัด ใครจะร้องรำทำเพลงอะไรก็ตามเรารู้หมดแต่เราไม่รำคาญเสียงนั้น ทีนี้พอเข้าถึงทุติยฌานเสียงที่เราได้ยินจะเบาลง  ลมหายใจมันผ่อน คำภาวนาว่าปฐวีกสินังหายหยุดหมายถึงหายไปเองนะภาพกสินใสยิ่งกว่าสมาธิทรงดีกว่าอันนี้ฌานที่ 2 ดวงกสินใสขึ้น  พอเข้าถึงฌานที่ 3 ดวงกสินจะใสขึ้นลมหายใจเบาที่สุดรู้สึกแต่ว่าเบามากหูได้ยินเสียงข้างนอกแววๆนิดๆ  นี้พอถึงฌานที่ 4 ดวงกสินใสมาก แต่ทว่าไม่ปรากฎลมหายใจเข้าออกจิตตั้งมั้นโดยเฉพาะไม่สอดส่ายไปอารมณ์อื่นแล้วก็หูไม่ได้ยินเสียงภายนอกเลยหูแม้เอาพลุมาจุดใกล้ๆเอาปืนใหญ่ยิงใกล้ก็ไม่ได้ยินไม่ได้ยินจริงๆนี้เป็นอาการของฌาน 4 ที่นี้ว่าถ้าเราได้กสินกองใดกองหนึ่งถึงฌาน 4 แล้วเราอย่าพึ่งย้ายไปเล่นกองอืนเลยมันจะเสื่อมไวให้เราหัดจับภาพปับให้ได้ทันที นึกพัพเห็นภาพทันที  นี้เขาเล่นกันอย่างนี้เราเล่นทำไมเป็นการทรงสมาธิ กสินนี้แต่ละกองย่อมมีฤทธิ์ไม่เสมอกันหากท่านจะใช้ฤทธิ์ของแต่ละกองท่านต้องนึกพัพฌาน 4 นึกพัพฌาน 4 หากท่านต้องการรู้ว่ากสินกองที่ท่านทำอยู่นั้นสำเร็จจริงๆแล้วหรือยังท่านก็ต้องลองใช้ฤทธิ์ดู ทำใง วิธีลองก็เอาน้ำมาแก้วหนึ่ง จับนิมิตให้สบายให้ถึงฌาน 4 แล้วถอยหลังลงมาลืมตาดูน้ำขอน้ำในถ้วยนี้จงแข็งเหมือนดินแล้วก็เข้าฌาน 4 ใหม่ใจสบายลืมตามาตั้งไว้อุปจารสมาธิแล้วเอามือจิ้มดูถ้ายังอ่อนอยู่ใช้ไม่ได้กสินดวงนี้ยังไม่เต็มที่ เราก็ลองทำใหม่ไปเรื่อยๆจนได้จึงถือว่าสำเร็จกสินกองนี้

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:32:56 |แสดงทั้งหมด
ต่อไปการฝึกกสินกองอื่นอารมณ์ก็เหมือนกันไม่แตกต่างกัน
         2.  อาโปกสิน  กสินน้ำ  คือการเพ่งน้ำเป็นอารมณ์
วิธีปฎิบัติให้หาน้ำ ( น้ำต้องใสสะอาดนะ ) มาใสขันถาดระไรก็แล้วแต่กว้างคืบครึ่งมาทำวงกสินเหมือนกับกสินดินแล้วก็เพ่งภาพน้ำภาวนาว่าอาโปกสินัง  เมื่อได้อุคหนิมิตไกล้จะถึงปฎิภาคคนิมิตภาพน้ำนั้นอาจจะขยายใหญ่เหมือนน้ำท้วมโลกเลยก็ได้   ที่เหลืออารมณ์เหมือนกันกับกสินกองอื่นทุกอย่าง
         3.เตโชกสิน   กสินไฟ  คือการเพ่งไฟเป็นอารมณ์
วิธีปฎิบัติตามตำราท่านว่าให้ก่อก่องไฟขึ้นแล้วแล้วหาเสื่อลำแพนหนังสัตว์ผ้าหรือกระดานมาขึงบังกองไฟเจาะรูตรงกลางกว้างสักคืบครึ่งการตั้งวงกสินก็เหมือนกันกับกสินดินมองตรงไปที่ตัวไฟที่สีหนาทึบจิตจับภาพให้ดีไม่ต้องไปสนใจกับเปลวไฟส่วนที่เหลือหรือส่วนปลายเปลวที่ไหวไปไหวมา  ภาวนาว่า เตโชกสินัง ทำเหมือนกสินดินข้างต้นอารมณ์ทุกอย่างจะเหมือนกันกับกสินดินทุกอย่าง  แต่การเจริญกสินไฟต้องระวังสักหน่อยนะระวังอันตอนนี้นิมิตมันเกิดตอนแรกเราก็เห็นไฟมันดวงเล็กดวงธรรมดาว่ากันตอนต้น แต่ว่าพอทำไปทำไปพอเกิดปฎิภาคคนิมิตต่อนนี้มันจะยุ่ง  ไอ้ไฟดวงเล็กที่เราเห็นนี้มันจะกลายเป็นดวงใหญ่แล้วก็ใหญ่ขึ้นมาทุกที  บางรายเห็นไฟใหญ่ขึ้นมาร้อมรอบตัวลุกพึบพับไปหมด อันนี้ตัวอย่างก็คือตาสุขผมเรียกแกว่าตาสุขอยู่ข้างวัดดาวดึงเล่นเตโชกสินความจริงนี้พระกรรมฐานนี้เป็นประโยนช์เพราะทำจิตให้เป็นสมาธิ
นี้แกลืมไปพอพิจารณาไปๆ ใช้เทียนเป็นดวงกสิน ทว่าแกคงจะประมาทเพราะใช้ไฟเขาต้องมีอะไรป้องกัน ให้ดูว่าไฟไม่สามารถลุกลามไปไหม้อะไรได้มีเครื่องป้องกันไว้ครบ อันนี้เป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้คิดว่าไฟจะไหม้เราหรือไหม้พื้นที่เพราะว่าเวลาปฎิภาคคนิมิตปรากฎนิมิตไฟดวงเล็กก็จะกลายเป็นดวงใหญ่ นี้ตาสุขแก่ทำยังไงแก่พิจารณาไปๆตอนนี้มันนานแล้วสัก 20 ปี มาแล้วเกิดปฎิภาคคนิมิตเกิดขึ้นเหมือนว่าไฟลุกขึ้นเต็มห้องละซิ แก่ทำไงรู้ใหม แก่ตกใจนึกว่าไฟไหม้เลยร้องตะโกน ไฟไหม้แล้วโวย....ไฟไหม้ กระโดดพรึบจากหน้าต่างดีบ้านอยู่ชิดน้ำ น้ำขึ้นพอดีลงตูมไปในน้ำพอลืมตาขึ้นมาดูที่ใหนได้ไม่มีไฟ ช่าวบ้านก็ตกอก ตกใจถามไฟอะไรมันไหม้ แกก็เลยบอกว่าลืมไปเจริญเตโชกสินพอเกิดปฎิภาคคนิมิตก็นึกว่ามันเกิดขึ้นจริง นี้มันมีอย่างนี้ระวังไว้นะ  อันที่เหลือทุกอย่างมันก็เหมือนกับ  การป้องกันก็คืออะไรที่เกิดขึ้นมันคือนิมิตทำอะไรเราไม่ได้หรอกให้คิดไว้อย่างนั้นนะ
   4.  วาโยกสิน  กสินลม  คือการเพ่งลมเป็นอารมณ์
วิธีปฎิบัติให้ดูการไหวของกิ่งไม้ของใบไม้ที่มันไหวไปไหวมานะเอาอาการอย่างนั้นแล้วก็จับภาพเป็นนิมิตจิตก็จับนิมิตนั้นไว้แล้วก็รู้การไหวอยู่เป็นปกติ  แล้วนิมิตของการไหวเหล่านั้นหละจะเปลี่ยนสีจากนันก็เหมือนกันหมดจนถึงฌาน 4  
5.        นิลกสิน กสินสีเขียว คือการเพ่งสีเขียวเป็นอารมณ์
6.        ปีตกสิน  กสินสีเหลือง  คือการเพ่งสีเหลืองเป็นอารมณ์
7.        โลหิตกสิน  กสินสีแดง  คือการเพ่งสีแดงเป็นอารมณ์
8.        โอทาตกสิน กสินสีขาว  คือการเพ่งสีขาวเป็นอารมณ์
กสิน 4 กองนี้ทำวงกสินเหมือนกันหมด  คือนำสีอะไรก็ได้ มาทาเป็นวงกลมกว้างสักคืบครึ่ง เหมือนกันกับกสินดิน
จากนั้นก็เพ่งนิมิตจับภาพนิมิต  จากนั้นอารมณ์ทุกอย่างเหมือนกันกับกสินดินหมดจนถึงฌาน 4
9.        อาโลตกสิน  กสินแสงสว่าง  คือการเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์
วิธิปฎิบัติให้ตั้งดวงไฟไว้ในถังมองแสงสว่างที่ออกมาทางปากถังจับภาพแสงสว่างแล้วภาวนาว่าอาโลกสินัง  การเพ่งแสงสว่าง นิมิตแส่งสว่างที่เห็นแบบกระจายไปทั่วใช้ไม่ได้นะ  นิมิตแสงสว่างที่ใช้ได้ต้องรวมตัวลงมาแล้วเป็นสีขาวแล้วก็เป็นประกายแพรวพราวเหมือนกันกับนิมิตกองอื่นเหมือนกัน  แต่ถ้าสว่างโล่งไปทั้งโลกอันนี้ผิด  ผิดเพราะเป็นอุปกิเลสของวิปัสนาญาณ  

10.        อากาสกสิน  กสินอากาศหรือที่ว่างหรือช่องว่าง  คือการเพ่งอากาศ หรือที่ว่างเป็นอารมณ์
วิธีปฎิบัติ คือมองให้เราเข้าไปในห้องแล้วเจาะรูเฉพาะเอาไว้ที่หน้าต่างขนาดก็เท่าเดิมคืบครึ่ง แล้วเพ่งมองผ่านรู้เพื่อให้มีขอบเขตในการดู  จากก็ภาวนาว่าอากาสกสินัง ส่วนอารมณ์ที่เหลือทุกอย่างเหมือนกันหมดทุกอย่างจนถึงฌาน 4

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:34:10 |แสดงทั้งหมด
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.kumarnthong.com/viewt ... &extra=page%3D1

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:48:17 |แสดงทั้งหมด
ยากจัง

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 16:58:15 |แสดงทั้งหมด
ข้อมูลดีครับ
ធវុំោតុំយលលបើត​ធវុំោតុំកលបើក​ធវុំ​ដកឪុធវុំ

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 6-10-2011 17:20:52 |แสดงทั้งหมด
กว่าจะอ่านจบ ขอบคุณนะครับ
ไม่มีคน อย่าคิดว่า ไม่มีใคร
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

สำนักอาจารย์วีรเทพ ญาณครูประสิทธิ์ ( โทรศัพท์. 086-700-4464 , 083-3232-535 )

กุมารทอง|ดูจิตกุมารทอง|วัตถุมงคล อ.วีรเทพ|ข้อความล้วน|สำนัก อ.วีรเทพ ญาณครูประสิทธิ์

GMT+7, 25-10-2014 01:01 , Processed in 0.058745 second(s), 15 queries .

Copyright @ Veeratep.com

Webmaster: veeratep.com[at]gmail.com

TOP